การเดินทางครั้งแรก (1)
ฉันได้ลืมตาขึ้นมาในเช้าวันใหม่และเป็นเช้าที่พิเศษมากๆสำหรับฉัน ฉันรีบลุกขึ้นเพื่อที่จะอาบน้ำแต่งตัว
ตรวจสอบสิ่งของที่เตรียมไว้ในการเดินทาง การเดินทางครั้งนี่เป็นสิ่งที่ฉันคอยเฝ้าฝันมาตลอด 4 ปี
ฉันไม่เคยคิดเลยว่าความฝันที่เฝ้ารอมานานจะมาถึงเร็วขนาดนี้แต่ความฝันของฉันก็ยังไม่สมบูรณ์เลยซะทีเดียวเพราะการเดินทางครั้งนี่เป็นเพียงการเข้าค่ายในระยะเวลาสั้นๆเพียงสิบวัน
และฉันก็หวังว่าการเดินทางครั้งนี้จะช่วยเป็นแรงผลักดันให้ฉันมีกำลังใจที่จะทำความฝันอันยิ่งใหญ่ให้สำเร็จได้ในอนาคต
วันนี้แม่มาส่งฉันที่โรงเรียนในตอนเช้า
ฉันออกเดินทางจากโรงเรียนหกโมงเช้าเพื่อเดินทางไปที่สนามบินสุวรรณภูมิ
ในระหว่างทางฉันไม่ค่อยได้คุยกับใครเลยเพราะมัวแต่ตื่นเต้น
นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันเดินทางไปไกลถึงต่างประเทศแถมยังไปโดยที่ไม่มีครอบครัวไปด้วยและยังไม่รู้จักใครเลยซักคนที่เดินทางไปด้วยกัน
สำหรับคนอื่นๆอาจจะเป็นเรื่องปกติธรรมดาแต่สำหรับฉัน
“ไม่ใช่”เพราะครอบครัวของฉันไม่เคยปล่อยให้ฉันไปไหนมาไหนคนเดียวเลยซักครั้ง
ฉันเดินทางมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิตอนทุ่มครึ่งของวันที่สิบเอ็ดเพื่อมารายงานตัวให้ทันในเวลาสองทุ่ม
รถตู้ของโรงแรมวิ่งมาจอดตรงประตูทางเข้า ฉันลงจากรถ
หยิบกระเป๋าแล้วเดินเข้าไปข้างในพร้อมกับคุณครูทั้งสองของฉัน
พอส่งฉันรายงานตัวเสร็จครูก็กลับโรงแรงทันที เพื่อนคนแรกที่เดินมาทักฉัน
พร้อมกับพูดว่า”หวัดดีเราชื่อ”เจน”นะมาจากศรีสะเกษ”และแล้วฉันก็ได้เพื่อนร่วมเดินทางมาแล้วหนึ่งคน
เราเอากระเป๋าไปโหลดเสร็จก็ไปรอขึ้นเครื่อง วันนี้เครื่องออกตอนห้าทุ่มห้าสิบห้า เดินทางโดยสายการบินไทย
เที่ยวบินที่ TG 674 (23.50-05.30 น.) สู่ นครปักกิ่ง
การเดินทางครั้งนี่มีทั้งหมดสามสิบสองคนมีครูสองคน
ถึงเวลาขึ้นเครื่องตอนนี้ฉันตื่นเต้นมากฉันจะได้ไปปักกิ่งแล้ววววว ที่นั่งของฉันคือ 46A ติดหน้าต่างเลยด้วย
ตอนนี้ฉันทำอะไรไม่ถูกเลยทีเดียวฉันเลยเลือกที่จะนั่งอยู่เฉยๆไว้จะดีกว่า
และที่นั่งข้างๆฉันคือพี่กิ่ง มาจากจังหวัดระยอง พี่เค้าเก่งมากกกกกกกกกกกเลยล่ะ
พี่กิ่งเคยไปจีนหลายครั้งแล้วด้วยล่ะน่าอิจฉาที่สุดเลย
แต่ฉันก็บอกกับตัวเองว่าในเมื่อครั้งนี่เป็นครั้งแรกมันก็ต้องมีครั้งต่อไปบางทีเราอาจจะมีบ้านอีกหลังอยู่ที่จีนด้วยก็ได้
ใครจะไปรู้ล่ะ(ในอนาคตนะ)*ให้กำลังใจตัวเองเข้าไว้
ตอนนี้ได้เวลาแล้วล้อของเครื่องบินค่อยๆถอยหลังเพื่อจะไปรอเทคออฟ(ก็ไม่รู้เค้าเรียกกันยังไงแต่ฉันเรียกแบบนี้
อันเป็นว่าเข้าใจนะ อ้อ!ลืมบอกไปถ้าใครยังไม่รู้เครื่องบินถอยหลังเองไม่ได้นะต้องมีรถมาช่วยผลัก
เครื่องบินเดินหน้าได้อย่างเดียว)ตอนนี่เครื่องบินกำลังวิ่งช้าๆเตรียมที่จะเทคออฟ
และแล้วเครื่องบินก็เพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อยๆ เร็ว เร็ว
เร็วและในที่สุดก็รู้สึกว่าล้อของเครื่องบินไม่ได้แตะพื้นแล้ว
เครื่องบินเริ่มบินสูงขึ้นเรื่อยๆและมีเสียงประกาศจากกัปตันถึงความสูงของระดับเครื่องบินอยู่เรื่อยๆเป็นระยะๆจนถึงระดับสูงสุดแล้วเสียงประกาศก็เงียบไป
ระหว่างที่นั่งเครื่อง
ฉันยังไม่รู้สึกง่วงเลยซักนิดเพราะกำลังตื่นเต้นกับการขึ้นเครื่องครั้งแรกแถมจุดหมายปลายทางยังเป็นที่ที่ฉันใฝ่ฝันมานานแสนนาน
ไม่คิดว่าจะได้ไปตามความฝันเร็วขนาดนี้
แต่นี่แค่จุดเริ่มต้นยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่ฉันต้องทำให้ได้และยังมีอีกหลายสถานที่ที่ฉันต้องไปให้ถึง
หลังจากที่นั่งคิดอยู่คนเดียวก็มีพนักงานสาวบนเครื่องบินก็นำอาหารและน้ำมาเสิร์ฟ หลังจากจัดการกับอาหารตรงหน้าจนเกลี้ยงแล้วฉันก็เริ่มง่วง
ฉันเผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่กัปตันประกาศว่า
“ตอนนี้เราได้เดินทางมาถึงสนามบินปักกิ่งแล้ว
เรากำลังลดระดับความสูงเพื่อลงจอดที่สนามบินนานาชาติปักกิ่ง”
ตอนนี้รู้สึกได้เลยว่าหัวใจของฉันเต้นแรงมาก ฉันเฝ้าถามตัวเองว่า “ถึงแล้วหรอ
ฉันถึงปักกิ่งแล้วจริงๆใช่ไหม?”
เครื่องแลนดิ่งที่สนามบินปักกิ่งตอนตีห้าสามสิบนาที(ตามเวลาปักกิ่ง)หลังจากที่ตื่นขึ้นมาฉันก็ไม่คุยกับใครเลย
เอาแต่เฝ้าถามตัวเองว่า “ฉันฝันอยู่รึเปล่า นี่ฉันอยู่ปักกิ่งแล้วจริงๆ
ฉันไม่ได้ฝัน”หลังจากลงจากเครื่องแล้วฉันก็มองไปรอบๆ ซ้ายทีขวาที สำรวจทุกซอกทุกมุมในสนามบินเท่าที่ฉันจะทำได้
หลังจากผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองฉันก็เดินไปหยิบกระเป๋าที่สายพาน
เจนเพื่อนคนแรกในการเดินทางครั้งนี้ของฉัน เดินมาหาฉันแล้วทักฉันว่า “เฮ้ยขิม
เป็นไรป่ะเนี่ย แกรู้มั้ย ฉันตื่นเต้นมากเลยทำไมแกเงียบได้ว่ะ ฉันตื่นเต้นจนอยู่เฉยๆแบบแกไม่ได้แล้วเนี่ย”ฉันอยากจะตอบกลับเธอมากว่า
ฉันตื่นเต้นมากจนแทบไม่มีสติอยู่แล้วเนี่ย
แต่ฉันก็ไม่ได้พูดออกไปเพราะฉันยังอยู่ในอาการใบ้ชั่วขณะเพราะฉันตื่นเต้นมาก
มือข้างหนึ่งของเจนยื่นมาจูงมือฉันและอีกข้างก็ลากกระเป๋าของตัวเอง
ฉันก็เช่นกันมืออีกข้างของฉันกำลังลากกระเป๋าใบเล็กน่ารักของฉัน
เราเดินออกไปนอกสนามบินแล้วก็เจอคนที่มารับเราที่สนามบิน เราเรียกเขาว่า
“ต่าวโหยว”ที่แปลว่าไกด์
ต่าวโหยวเป็นคนที่พาเราไปที่นั่นที่นี่ตลอดระยะเวลาสิบวันในปักกิ่ง
ต่าวโหยวพาเรานั่งรถมาถึงโรงเรียนเป่ยจิงหวังฝู่ พาเราไปกินข้าวที่โรงอาหารในโรงเรียนแล้วพาเราไปส่งที่ห้องพักต่อ
ทุกคนที่นี่ดูแลพวกเราดีมาก ฉันรู้สึกมีความสุขมากที่ได้มาอยู่ที่นี่ในวันนี้
ก้าวแรกในปักกิ่งของฉันกำลังจะเริ่มต้นแล้วสินะ
อยากเขียนต่อแต่ยังไม่ว่างเลย
ตอบลบ